วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2554

มายากลทางกฎหมายแห่งนิติราษฎร์นิติอิทธิผล


ปัญหา เรื่อง การไม่ปฏิบัติหรือดำเนินการไปตามวิธีการ ขั้นตอนหรือกระบวนการที่กำหนดไว้(เน้นกระบวนท่า) เกี่ยวกับการหุงข้าวแล้วลืมซาวหรือทำความสะอาดเม็ดข้าวก่อนที่จะหุงจนได้ ข้าวสวยอย่างงาม อย่างนี้ต้อง ยกคำร้องหรือยกฟ้องหรือไม่เนื่องจากไม่ปฏิบัติไปตามวิธีการและขั้นตอนการ หุงข้าว ซึ่งลักษณะนี้เทียบเคียงได้กับรัฐประหารในปี พ.ศ.๒๕๔๙ ที่คณะรัฐประหารเข้ายึด สถาปนาและใช้อำนาจรัฐแต่งตั้ง คตส.ทำหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนคดีทุจริตของนักการเมืองและ ดำเนินการผ่านกระบวนการทางศาลจนมีคำพิพากษาออกมามีผลผูกพันบังคับ ซึ่งลักษณะเช่นนี้จะเห็นได้ว่า อำนาจที่เกิดขึ้นและใช้นั้น มีผลทำให้คำพิพากษาศาลต้องเสียไปหรือไม่ เนื่องจากมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลบางท่านได้ตั้งข้อคิดข้อสังเกตเป็นประเด็นทางวิชาการและทางความคิด  ตรงนี้มองได้สองนัย 

นัย แรก คำพิพากษาเป็นผล หรือมิได้เสียไปเนื่องจากที่มาของอำนาจรัฐหาจำต้องเป็นอำนาจตามเหตุปัจจัย แห่งสภาวะหรือระบอบการปกครองเดิมไม่ เนื่องจากอำนาจเก่า(ระบอบประชาธิปไตย)ถูกทำลายลง เหตุปัจจัยใหม่(การสถาปนาอำนาจเผด็จการ)จึงเริ่มต้น และเป็นอำนาจสูงสุดของรัฐ หรืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์หรือมีเพียงอำนาจเดียวที่สถาปนาอยู่ในขณะนั้น กับทั้งวิธีการ ขั้นตอนหรือกระบวนการทางยุติธรรมที่ได้เริ่มต้นถึงปลายทางก็ได้กระทำลงโดย สภาพและลักษณะแห่งวิถีเดิมที่เป็นอยู่ เพียงแต่ตั้งต้นแต่งตั้ง คตส.ขึ้นมาทำหน้าที่สอบสวนก่อนฟ้องคดี หรือจัดให้มีกระบวนการสอบสวนคดีก่อนฟ้อง

 แต่อีกนัยหนึ่งเห็นเช่นเดียวกับพวกคณะ นิติราษฎร์ ของอาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ว่า คำพิพากษาสิ้นผลหรือเสียไปเนื่องจากอำนาจใหม่(การรัฐประหาร)มีวิถีแตกต่างจากอำนาจเดิม(กระบวนการทางรัฐสภา) นั้นก็คือ การปฏิวัติ รัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐไม่ชอบด้วยวิถีทางแห่งประชาธิปไตย หรือกระบวนการทางกฎหมาย หรือกระบวนการทางรัฐสภา หรือโดยชอบโดยธรรม และคำว่า โดยชอบโดยธรรมนั้น มีความลึกซึ้งก่อให้เกิดกระบวนการยอมรับหรือความชอบธรรมในหมู่มวลสมาชิกทางการเมือง ซึ่งก็หมายถึง อำนาจจัดตั้งหรืออำนาจตั้งต้นต้องเกิดจากอำนาจประชาชน หรือกระบวนการทางประชาชน หรือกระบวนการทางรัฐสภา หรือวิถีประชาธิปไตย กับทั้งต้องเป็นไปตามวิถีและเหตุปัจจัยแห่งอำนาจและรูปแบบการเมืองการปกครอง เดิมที่เป็นอยู่(ระบอบการปกครองเดิมคือระบอบประชาธิปไตย)เนื่องจากรูปแบบการ เมืองการปกครองเดิมถูกทำลายลงด้วยการรัฐประหาร(มองในแง่ของความเป็นตัวมัน ถูกทำลายลง คำว่าตัวมันคือรูปแบบระบอบการปกครองเดิมถูกเปลี่ยนไปเป็นอำนาจเผด็จการ หรือระบอบการปกครองแบบเผด็จการ) และต้องเป็นไปตามกระแสหรือทิศทางของระเบียบหรือคำสั่งโลกในสภาวะหรือบริบท ทางประชาธิปไตยหรือกระแสประชาธิปไตย  (ประเทศต่างๆ ทั่วโลกล้วนถูกปรับหรือปรับสภาพหรือมีทิศทางไปสู่รูปแบบการเมืองการปกครอง แบบประชาธิปไตย หรือความเป็นทันสมัยทางการเมืองหรือกระแสสิทธิมนุษยชน หรือสิทธิพลเมืองจากเดิมเป็นผู้อยู่ภายใต้การปกครองเปลี่ยนไปเป็น ฐานะพลเมืองของรัฐ)

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม  มีรัฐศาสตร์และนักกฎหมายส่วนหนึ่งก็ถือว่า มันยังไงก็ได้ ขอให้เกิดหรือเป็นผลดีกับปัจจุบันก็แล้วกัน (อดีตเธอจะเป็นอย่างไรหรือผ่านมากี่คนเราไม่สน ขอเพียงปัจจุบันเธอซื่อสัตย์และรักฉันก็พอแล้ว) ซึ่งอำนาจรัฐนั้นเป็นอำนาจสูงสุด กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อให้เกิดกระบวนการยอมรับ หรือการอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในกระบวนของเหตุและผล แต่ต้องไม่ลืมว่าการอ้างความชอบธรรมมิได้เกิดขึ้นเฉพาะภายในพลเมืองของรัฐแต่ต้องสามารถอ้างกับชาวโลก(ประเทศต่างๆ)ได้ด้วย มิฉะนั้นความเสียหายย่อมเกิดตกแก่รัฐ(บางประเทศอาจจะตัดหรือลดระดับความสัมพันธ์ก็ได้)เนื่องจากสภาวะปัจจุบันเป็นโลกาภิวัตน์และมนุษยชาติต้องการความเป็นเหตุเป็นผลทางโลก ในนัยความเห็นของนักรัฐศาสตร์และนักกฎหมายนี้ก็จึงไม่ผิดที่อำนาจรัฐเข้าไปกำหนดจัดการปราบปรามพวกเสื้อแดง จนทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตไปจำนวน ๙๒ ศพ เป็นต้น มันก็เป็นเช่นเดียวกับสามีจัดการภายในครอบครัวของตน เช่น แสดงความเป็นเจ้าของภรรยาและบุตรโดยสามารถขายให้แก่ผู้อื่นได้ ใช้ความรุนแรงในครอบครัว เช่น ทุบ ตบ กระทืบ ตีลูกและเมีย โดยบอกว่าลูกเมียของฉันใครจะทำไม (คนข้างบ้านหรือต่างประเทศเขาจะไม่พอใจก็เป็นเรื่องของเขา ปิดประเทศเสียเลยก็ได้) ซึ่งเกี่ยวกับบทความนี้ ตลอดจนเหตุผล หลักการ ทฤษฎี แนวคิด สามารถอ่านได้ในเรื่อง  มายากลทางกฎหมาย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น